หยาดน้ำตาแห่งคนชรา: เมื่อพ่อวัย 72 ถูกลูกแท้ๆ ไล่ตะเพิดให้กลับไปตายที่บ้านเก่า

แต่ความลับใต้รอยแยกของแผ่นไม้ กลับพลิกชะตาชีวิตให้กลายเป็นมหาเศรษฐีที่ลูกเนรคุณต้องคุกเข่าหลั่งน้ำตาเลือด!
คฤหาสน์หรูหราสไตล์โมเดิร์นใจกลางเมืองหลวง มูลค่ากว่าร้อยล้านบาท คือวิมานที่ ‘ลุงปูน’ ชายชราวัย 72 ปี เคยคิดว่าจะเป็นที่พักพิงสุดท้ายในบั้นปลายชีวิต หลังจากที่เขายอมขายที่ดินมรดกผืนสุดท้ายและควักเงินเก็บทั้งชีวิต ส่งเสียให้ ‘กริช’ ลูกชายคนโต และ ‘วิภา’ ลูกสาวคนเล็ก ได้ไปเรียนต่อต่างประเทศและกลับมาตั้งตัวทำธุรกิจจนร่ำรวย ลุงปูนทิ้งบ้านไม้หลังเก่าที่ต่างจังหวัดเพื่อมาอยู่กับลูกๆ ตามคำชวนที่แสนหวานหู ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ธาตุแท้ของลูกที่ถูกหล่อหลอมด้วยความโลภก็เริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ
จากที่เคยเป็นพ่อผู้มีพระคุณ ลุงปูนถูกลดสถานะลงมาเป็นเพียง ‘คนรับใช้แก่ๆ’ ที่คอยกวาดถูบ้านและถูกจับให้อยู่ในห้องเก็บของใต้บันไดแคบๆ ที่อับชื้น ลูกๆ เริ่มรังเกียจกลิ่นคนแก่ รังเกียจเสียงไอกระแอมของเขา และมักจะด่าทอด้วยถ้อยคำที่กรีดแทงหัวใจทุกครั้งที่เขาทำอะไรเชื่องช้า
จนกระทั่งค่ำคืนหนึ่งที่ฝนตกพรำๆ ความอดทนของลูกเนรคุณก็สิ้นสุดลง เมื่อลุงปูนเกิดหน้ามืดทำถ้วยซุปหูฉลามราคาแพงหล่นแตกบนพรมเปอร์เซียผืนหรู กริชกระชากคอเสื้อพ่อแท้ๆ ของตัวเองอย่างแรง ขณะที่วิภายืนกอดอกมองด้วยแววตาขยะแขยง
“พ่อ! ผมทนไม่ไหวแล้วนะ! พ่อทำตัวเป็นภาระ ทำบ้านสกปรก แถมยังมีกลิ่นสาบคนแก่เหม็นไปหมด เพื่อนๆ ไฮโซของผมเขาจะคิดยังไงที่มีคนใช้สภาพแบบพ่อเดินเพ่นพ่านอยู่ในบ้าน!” กริชตวาดลั่น
“นั่นสิคะพ่อ พ่ออายุ 72 แล้วนะ ทำไมไม่รู้จักเจียมตัว พ่อออกไปจากคฤหาสน์ของพวกเราเถอะค่ะ กลับไปอยู่ที่บ้านไม้เก่าๆ ผุพังของพ่อที่ต่างจังหวัดนู่น ไปตายที่นั่นแหละ อย่ามาเป็นตัวถ่วงความเจริญของพวกเราอีกเลย!” วิภาเสริมด้วยน้ำเสียงไร้เยื่อใย
คำว่า ‘ไปตายที่นั่นแหละ’ เปรียบเสมือนหอกแหลมที่แทงทะลุหัวใจของคนเป็นพ่อ ลุงปูนน้ำตาไหลพราก ร่างกายที่ผอมแห้งสั่นสะท้าน เขามองหน้าลูกชายและลูกสาวที่เขาฟูมฟักมาด้วยหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อด้วยความร้าวราน ไม่มีคำด่าทอใดๆ หลุดออกจากปากชายชรา มีเพียงน้ำตาแห่งความผิดหวัง ลุงปูนเดินกะเผลกกลับไปที่ห้องใต้บันได เก็บเสื้อผ้าเก่าๆ สองสามชุดใส่ถุงปุ๋ย และเดินฝ่าสายฝนออกจากคฤหาสน์ไปในคืนนั้น โดยไม่มีลูกคนไหนเดินออกมาส่งหรือยื่นร่มให้แม้แต่คันเดียว
การเดินทางด้วยรถทัวร์และรถสองแถวใช้เวลาเกือบสองวัน กว่าลุงปูนจะเดินทางกลับมาถึงหมู่บ้านชนบทอันห่างไกล เมื่อเขาก้าวเท้าลงจากรถและเดินมาหยุดอยู่หน้า ‘บ้านไม้เรือนไทยหลังเก่า’ ที่ถูกปล่อยทิ้งร้างมานานนับสิบปี หัวใจของเขาก็ยิ่งหดหู่ บ้านไม้สองชั้นสภาพทรุดโทรม หลังคากระเบื้องบางส่วนแตกหัก เถาวัลย์และวัชพืชขึ้นปกคลุมจนแทบมองไม่เห็นทางเข้า ฝุ่นหยากไย่เกาะหนาเตอะ มันดูเหมือนบ้านร้างที่รอวันพังทลายลงมา
ทว่าสำหรับลุงปูน ที่นี่คือ ‘บ้าน’ คือสถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำของเขากับ ‘แม่มะลิ’ ภรรยาคู่ชีวิตที่เสียชีวิตไปเมื่อสิบห้าปีก่อน ลุงปูนผลักประตูไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเข้าไป กลิ่นอับชื้นและกลิ่นของไม้เก่าลอยมากระทบจมูก ชายชราวางถุงปุ๋ยลงบนพื้นและทรุดตัวลงร้องไห้โฮต่อหน้าหน้ารูปถ่ายขาวดำของแม่มะลิที่ฝุ่นเกาะหนา
“มะลิเอ๊ย… พี่กลับมาแล้วนะ พี่ไม่เหลือใครแล้ว ลูกที่เราเลี้ยงมาเขาทิ้งพี่หมดแล้ว พี่ขอมาขออาศัยตายอยู่ที่นี่กับมะลินะ” ลุงปูนสะอื้นไห้จนหมดเรี่ยวแรง
ชายชราใช้เวลาหลายวันในการปัดกวาดเช็ดถูบ้านไม้หลังนี้ให้พออยู่ได้ประทังชีวิต เขาประทังความหิวด้วยยอดกฐินริมรั้วและข้าวสารก้นหม้อที่เพื่อนบ้านเวทนาแบ่งปันมาให้ จนกระทั่งคืนหนึ่ง พายุฝนฟ้าคะนองโหมกระหน่ำอย่างรุนแรง พายุลูกใหญ่พัดจนหลังคาบ้านสะเทือน น้ำฝนรั่วซึมทะลุเพดานตกลงมาตรงพื้นไม้กระดานในห้องนอนเก่าของแม่มะลิ ลุงปูนรีบเดินไปขยับกะละมังเพื่อรองน้ำ แต่ด้วยความมืดและสายตาที่ฝ้าฟาง เท้าของเขาเหยียบลงบนแผ่นไม้กระดานที่ผุกร่อนจนเกิดรอยแยก
กร๊อบ!
แผ่นไม้กระดานหักทะลุลงไป ลุงปูนเสียหลักล้มลง เมื่อเขาพยายามจะดึงเท้าออกและใช้ไฟฉายส่องดู รอยแยกของพื้นไม้นั้นกลับเผยให้เห็นความว่างเปล่าด้านล่างที่ไม่ได้เป็นเพียงใต้ถุนบ้าน แต่มันคือ ‘ห้องใต้ดินลับ’ ที่ถูกฉาบด้วยปูนอย่างแน่นหนา!
ด้วยความประหลาดใจและสัญชาตญาณ ลุงปูนใช้ชะแลงงัดแผ่นไม้กระดานออกจนหมด เผยให้เห็นบันไดลิงที่ทอดตัวลงไปสู่ความมืด ชายชราตัดสินใจปีนลงไปอย่างระมัดระวัง เมื่อปลายเท้าแตะพื้นและส่องไฟฉายไปรอบๆ ลุงปูนก็ต้องเบิกตากว้างจนแทบหยุดหายใจ ร่างกายของเขาสั่นสะท้านยิ่งกว่าตอนถูกลูกตะเพิดออกจากบ้าน!
ภายในห้องใต้ดินลับที่แห้งสนิทและถูกสร้างไว้อย่างมิดชิดนั้น มีหีบเหล็กโบราณขนาดใหญ่ตั้งเรียงรายอยู่ถึงสามใบ! ที่ฝาหีบมีรหัสผ่านแม่กุญแจทองเหลืองล็อกอยู่ ลุงปูนมือสั่น เขาจำได้ว่าแม่มะลิเคยเป็นลูกหลานของคหบดีเก่าแก่ที่หนีภัยสงครามมา แต่ไม่เคยรู้เลยว่าเธอซ่อนอะไรไว้ เขาเดารหัสผ่านโดยใช้วันเดือนปีเกิดของแม่มะลิ ‘1402’
คลิก!
แม่กุญแจถูกปลดออก ลุงปูนค่อยๆ เปิดฝาหีบใบแรกขึ้น และแสงสีทองที่สาดส่องทะลุความมืดก็ทำเอาชายชราแทบล้มทั้งยืน!
ภายในหีบใบนั้นเต็มไปด้วย ทองคำแท่งบริสุทธิ์ ที่ถูกตีตราสัญลักษณ์โบราณ เรียงซ้อนกันเป็นตับนับร้อยแท่ง! เมื่อเปิดหีบใบที่สอง มันอัดแน่นไปด้วย เครื่องประดับเพชรพลอย ทับทิมสยามเม็ดเท่าไข่นกกระทา และมรกตน้ำงาม ที่หาประเมินค่ามิได้ ส่วนหีบใบสุดท้าย เป็นกล่องไม้สักที่บรรจุ โฉนดที่ดินนับสิบฉบับ ซึ่งเป็นที่ดินทำเลทองในใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ ที่แม่มะลิแอบกว้านซื้อเก็บไว้ตั้งแต่สมัยที่ราคายังไม่แพง!
ข้างๆ โฉนดที่ดิน มีจดหมายซองหนึ่งเขียนด้วยลายมือของแม่มะลิ ลุงปูนหยิบขึ้นมาอ่านทั้งน้ำตา
“พี่ปูน… ถ้าพี่ได้อ่านจดหมายฉบับนี้ แสดงว่าพี่คงกลับมาที่บ้านของเรา มะลิรู้ดีว่าลูกๆ ของเรามีนิสัยละโมบและเห็นแก่ตัว มะลิจึงไม่เคยบอกเรื่องสมบัติมรดกตกทอดของตระกูลมะลิให้ใครรู้ มะลิแอบสร้างห้องใต้ดินนี้ไว้เพื่อเก็บรักษามันให้พี่ มะลิรู้ว่าสักวันหนึ่งเมื่อมะลิตายไป ลูกๆ จะต้องทอดทิ้งพี่แน่ๆ สมบัติทั้งหมดนี้ มูลค่านับหมื่นล้านบาท มะลิขอยกให้พี่ปูนแต่เพียงผู้เดียว จงใช้มันเพื่อความสุขในบั้นปลายชีวิตของพี่ และอย่าให้ลูกเนรคุณพวกนั้นได้แตะต้องมันแม้แต่สตางค์แดงเดียว… รักพี่เสมอ, มะลิ”
ลุงปูนกอดจดหมายของภรรยาแนบอก ร้องไห้โฮออกมาอย่างสุดเสียง แต่คราวนี้ไม่ใช่น้ำตาแห่งความเศร้าโศก มันคือน้ำตาแห่งความตื้นตันและจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต! ความเจ็บปวดที่ถูกลูกแท้ๆ เหยียบย่ำ ถูกชะล้างออกไปจนหมดสิ้น ชายชราปาดน้ำตา แววตาที่เคยอ่อนล้าและยอมจำนนต่อโชคชะตา บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยวและทรงพลัง
หนึ่งปีผ่านไป… ข่าวใหญ่ในแวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศคือการปรากฏตัวของอภิมหาเศรษฐีหน้าใหม่ลึกลับ ที่ทุ่มเงินสดหลักหมื่นล้านบาทกว้านซื้อกิจการและโรงแรมห้าดาวหลายแห่ง ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไปของเขา รู้เพียงว่าเขาใช้ชื่อบริษัท ‘มะลิ พร็อพเพอร์ตี้ กรุ๊ป’
ในขณะเดียวกัน กรรมตามสนองก็เดินทางมาถึงเร็วยิ่งกว่าจรวด กริชและวิภาที่เคยเย่อหยิ่งและใช้ชีวิตฟู่ฟ่าบนความทุกข์ของพ่อ กลับต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจขั้นรุนแรง การบริหารงานที่ผิดพลาด ความโอ้อวด และการถูกโกงจากเพื่อนไฮโซจอมปลอม ทำให้ธุรกิจของพวกเขาพังพินาศ หนี้สินล้นพ้นตัวจนถูกธนาคารฟ้องล้มละลาย คฤหาสน์หรูถูกยึด รถซูเปอร์คาร์ถูกยึด บัญชีธนาคารทุกใบถูกอายัด ทั้งสองพี่น้องไม่เหลือแม้แต่เงินจะซื้อข้าวกิน ต้องระเหเร่ร่อนไปเช่าห้องพักรูหนูอยู่
จนกระทั่งวันหนึ่ง ความโลภก็ทำให้กริชนึกถึงสมบัติชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่ นั่นคือ ‘บ้านไม้หลังเก่า’ ของพ่อที่ต่างจังหวัด
“วิภา! เรายังมีบ้านเก่าของไอ้แก่นั่นอยู่นี่นา! ที่ดินตรงนั้นถึงจะอยู่บ้านนอกแต่ก็น่าจะขายได้สักสองสามล้าน เรากลับไปหลอกเอาโฉนดจากพ่อมาขายกันเถอะ ป่านนี้ไอ้แก่คงนอนป่วยติดเตียงหรืออาจจะตายไปแล้วก็ได้!” กริชเสนอไอเดียชั่วร้าย วิภาก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างรวดเร็ว
สองพี่น้องนั่งรถทัวร์ซมซานกลับมาที่ต่างจังหวัดด้วยเสื้อผ้าที่มอซอ หวังจะมาฮุบสมบัติชิ้นสุดท้ายของพ่อ ทว่า… เมื่อพวกเขาเดินมาถึงจุดที่เคยเป็นที่ตั้งของบ้านไม้หลังเก่า ทั้งสองคนถึงกับอ้าปากค้าง ตาถลนแทบหลุดออกจากเบ้า!
บ้านไม้ผุพังที่รายล้อมด้วยป่าหญ้ารกร้าง… หายไปแล้ว!
สิ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าพวกเขากลับกลายเป็น คฤหาสน์ทรงยุโรปขนาดมหึมา ที่ใหญ่โตและหรูหรายิ่งกว่าคฤหาสน์ที่พวกเขาเคยมีเป็นสิบเท่า! รั้วอัลลอยด์สีทองอร่ามทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ภายในมีสวนหย่อมสไตล์อังกฤษ น้ำพุคิวปิด และรถโรลส์-รอยซ์ (Rolls-Royce) สีดำสนิทจอดเรียงรายอยู่หน้ามุข พร้อมด้วยบอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำยืนเฝ้าเวรยามอย่างแน่นหนา!
“น… นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! บ้านไอ้แก่หายไปไหน ทำไมกลายเป็นคฤหาสน์เศรษฐีไปได้!” กริชละล่ำละลักด้วยความช็อก
วิภารีบวิ่งไปเกาะรั้วเหล็ก ตะโกนถามรปภ. “พี่คะ! ที่ดินตรงนี้มันเป็นของพ่อฉันนะ! พ่อฉันที่ชื่อปูนน่ะ เขาขายที่ดินให้เศรษฐีที่ไหนไปแล้วเหรอคะ!”
รปภ. มองสองพี่น้องด้วยสายตาสมเพช ก่อนจะกดวิทยุสื่อสาร ไม่นานนัก ประตูรั้วอัลลอยด์บานยักษ์ก็ค่อยๆ เลื่อนเปิดออกด้วยระบบไฟฟ้า ชายชราคนหนึ่งเดินก้าวออกมาจากคฤหาสน์พร้อมกับขบวนผู้ติดตามและทนายความ
กริชและวิภาเบิกตากว้างจนแทบหยุดหายใจ ชายชราที่อยู่ตรงหน้าพวกเขา ไม่ใช่คนรับใช้แก่ๆ ที่มีกลิ่นสาบและสวมเสื้อผ้าขาดๆ อีกต่อไป… แต่เขาคือ ลุงปูน ในชุดสูทผ้าทวีตเนื้อดีนำเข้าจากอิตาลี สวมนาฬิกาปาเต็กฟิลิปป์เรือนละสิบล้าน ร่างกายที่เคยผอมโซกลับมาดูภูมิฐาน แข็งแรง และแผ่รังสีแห่งอำนาจอย่างที่มหาเศรษฐีพึงมี!
“พ… พ่อ! นี่พ่อจริงๆ เหรอ! ทำไมพ่อถึง…” กริชเข่าอ่อน ทรุดลงไปนั่งกับพื้น
ลุงปูนหยุดยืนห่างจากลูกเนรคุณทั้งสอง แววตาของเขาเยียบเย็นและไม่มีความผูกพันใดๆ หลงเหลืออยู่อีกเลย “ไง… พวกมหาเศรษฐีเมืองกรุง ลมอะไรหอบให้พวกแกกลับมาเหยียบที่ซุกหัวนอนของคนแก่กลิ่นเหม็นคนนี้ได้ล่ะ?”
“พ่อคะ! พ่อรวยขนาดนี้ได้ยังไง! พ่อแอบซ่อนเงินพวกเราไว้ใช่ไหม!” วิภายังคงความละโมบ เธอพยายามจะถลันเข้าไปจับแขนพ่อ แต่ถูกบอดี้การ์ดร่างยักษ์ผลักกระเด็นจนล้มกลิ้งไปกับพื้น
ทนายความส่วนตัวของลุงปูนก้าวออกมาพร้อมกับถือแฟ้มเอกสาร “ระวังคำพูดด้วยครับ! ท่านประธานปูนคือเจ้าของเครือ ‘มะลิ พร็อพเพอร์ตี้ กรุ๊ป’ อภิมหาเศรษฐีหมื่นล้านผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินและธุรกิจมากมาย สมบัติทุกชิ้นมาจากมรดกตกทอดของคุณผู้หญิงมะลิ ซึ่งระบุชัดเจนว่ามอบให้ท่านประธานปูนแต่เพียงผู้เดียว พวกคุณไม่มีสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น!”
คำว่า ‘หมื่นล้าน’ ทำเอากริชและวิภาช็อกจนสติแทบหลุด พวกเขาเพิ่งรู้ตัวว่าได้ทำพลาดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต พวกเขาไล่ตะเพิดพ่อที่เป็นดั่งบ่อทองคำแท้ๆ ออกจากบ้าน เพียงเพราะความรังเกียจ!
กริชรีบคลานเข่าเข้าไปกราบแทบเท้าของลุงปูน น้ำตานองหน้า “พ่อครับ! ผมขอโทษ! ผมผิดไปแล้วที่เคยไล่พ่อ พ่ออภัยให้ผมเถอะนะครับ ตอนนี้ผมล้มละลาย ผมไม่เหลืออะไรเลย บ้านก็ถูกยึด พ่อให้ผมกับน้องกลับมาอยู่กับพ่อที่คฤหาสน์นี้นะครับ เราเป็นสายเลือดเดียวกันนะพ่อ!”
วิภาคุกเข่าพนมมือไหว้ ร้องไห้ฟูมฟายอย่างน่าเวทนา “ใช่ค่ะพ่อ! วิภาขอโทษ วิภาจะเช็ดเท้าให้พ่อ จะดูแลพ่อเป็นอย่างดี พ่อแบ่งเงินให้พวกเราไปตั้งตัวใหม่เถอะนะคะ ถือว่าเวทนาลูกในไส้เถอะนะพ่อ!”
ลุงปูนก้มมองลูกทั้งสองคนด้วยสายตาที่ว่างเปล่า รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่มันเป็นรอยยิ้มที่เย็นยะเยือกที่สุด
“สายเลือดงั้นเหรอ?… ลูกในไส้งั้นเหรอ?… ตอนที่พวกแกด่าว่าฉันเป็นขยะ เป็นภาระ และไล่ฉันให้มาตายที่นี่ ท่ามกลางสายฝนโดยไม่มีแม้แต่ร่มสักคัน ตอนนั้นคำว่า ‘ลูก’ ของพวกแกมันหายไปไหนหมด?” น้ำเสียงของลุงปูนก้องกังวานและบาดลึกถึงกระดูก “ฉันเคยรักและยอมเสียสละทุกอย่างให้พวกแก แต่พวกแกกลับตอบแทนฉันด้วยการเหยียบย่ำหัวใจฉันจนแหลกสลาย วันนี้พวกแกไม่ได้กลับมาเพราะสำนึกผิด แต่พวกแกกลับมาเพราะความโลภและความหิวโหยต่างหาก!”
“พ่อ… ฮือออ อย่าทำกับพวกเราแบบนี้เลย…”
“จำคำพูดของพวกแกเอาไว้ให้ดีนะ…” ลุงปูนโน้มตัวลงไปกระซิบด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “พวกแกเคยบอกให้ฉัน ‘ออกไปจากบ้าน’ และ ‘ไปตายซะ’ วันนี้… ฉันก็ขอคืนคำพูดนั้นให้พวกแก… ไสหัวออกไปจากที่ดินของฉัน และไปตายซะ! อย่าให้ฉันต้องเห็นหน้าพวกเนรคุณอย่างพวกแกอีก!”
สิ้นคำตวาดอันทรงพลัง ลุงปูนหันหลังกลับและเดินเข้าคฤหาสน์ไปอย่างสง่างาม ประตูรั้วอัลลอยด์บานยักษ์ค่อยๆ เลื่อนปิดลง ปิดกั้นโลกของมหาเศรษฐีออกจากพวกสวะเนรคุณอย่างสมบูรณ์แบบ
กริชและวิภากรีดร้องโหยหวน ร้องไห้ทุบตีพื้นดินและลูกกรงเหล็กด้วยความเสียดายและปวดร้าวอย่างแสนสาหัส พวกเขาตระหนักแล้วว่า ความกตัญญูคือสมบัติที่ล้ำค่าที่สุด และการเนรคุณบุพการีคือจุดจบที่นำไปสู่ขุมนรกบนดิน การต้องมีชีวิตอยู่อย่างยาจกไร้ที่ซุกหัวนอน พร้อมกับความทรงจำที่ว่าตนเองเคยเป็นลูกของมหาเศรษฐีหมื่นล้านแต่กลับถูกตัดหางปล่อยวัด คือบทลงโทษที่เจ็บปวดและสาสมที่สุด ที่พวกเขาจะต้องจดจำและชดใช้กรรมนี้ไปจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ!



